Movie News and Sport News News Shadow in the Cloud ผู้หญิงกับเครื่องบินรบ

Shadow in the Cloud ผู้หญิงกับเครื่องบินรบ

Shadow in the Cloud ผู้หญิงกับเครื่องบินรบ ฉากหลังของ Shadow in the Cloud อยู่ในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุเป็นไฟ กัปตันการ์เรต (โคลอี้ เกรซ มอเรซ) ได้ขอขึ้นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ร่วมกับพลทหารชายอีกหนึ่งกลุ่ม ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เธอต้องรักษาพัสดุที่บรรจุสิ่งของลับสุดยอดและเป็นปฏิบัติการลับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนลูกเรือคนอื่นๆจะไม่ค่อยต้อนรับการ์เรตสักเท่าไหร่ เลยสั่งให้เธอเข้าไปอยู่ในพิตสำหรับยิงจู่โจมข้าศึกและเธอถูกบังคับให้ทิ้งกล่องพัสดุไว้อยู่ในตัวเครื่องบินด้านบน

อย่างไรก็ตามระหว่างที่เธอนั่งอยู่ในพิตเพียงลำพังเธอกลับสัมผัสได้ว่าเครื่องบินลำนี้มีสิ่งแปลกปลอมเดินทางมากับพวกเขาด้วย ระหว่างที่ต้องระแวงภัยจากข้าศึก ดูเหมือนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่การ์เรตเองต้องระวังตัวแทบทุกฝีก้าวและเธอต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในทุกวิถีทางเพื่อทำภารกิจของเธอให้สำเร็จให้ได้

แม้ว่าหน้าหนังของ Shadow in the cloud คือหนังสัตว์ประหลาดคุกคามกลุ่มตัวละครเอก ซึ่งตัวอย่างหนังทำให้เราเชื่อแบบนั้น และผู้ชมหลายคนที่คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นหนังที่ตัวเอกหนีตายเอาชีวิตรอดบนเครื่องบินและต้องต่อสู้กับเกรมลิมจนตายกันไปข้างต้องเกิดอาการหน้าชาและเหวอรับประทาน เมื่อความเป็นจริงแล้วกว่าที่ตัวประหลาดจะโผล่มาจริงๆก่อนกินเวลาค่อนไปกว่าครึ่งเรื่องแล้ว แน่นอนว่าจะต้องมีกลุ่มผู้ชมที่สาปส่งหนังเรื่องนี้แบบไม่เผาผีกันเลยทีเดียว แต่ถ้าหากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น หนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยบริบททางสังคมโดยเฉพาะเรื่องของ “ผู้หญิง” ที่น่าสนใจและสนุกที่จะวิเคราะห์ตีความตามจนเราสามารถเสพย์หนังเรื่องนี้ได้อีกมุมมองเลยทีเดียว

ต่อจากนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ทั้งหมด เพื่อเป็นการขยายความดังนั้นถ้าหากใครที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ควรจะปิดบทความนี้ไปก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสในการรับชม

อันที่จริงแล้ว “ครึ่งเรื่องแรก” ของหนังนั้น แทบจะเป็นหนังที่ผู้ชมเหมือนจะนั่งดูละครเวทีเลยก็ว่าได้ เพราะหนังเลือกจะให้ผู้ชมเห็นแค่ตัวกัปตันการ์เรตในพิตใต้เครื่องบิน และอาศัยการสนทนากับเหล่าลูกเรือผู้ชายที่ติดต่อสื่อสารกันผ่านวิทยุระยะสั้น ซึ่งหนังก็ใช้วิธีการเผยโฉมหน้าตัวละครแต่ละตัวแบบสั้นๆ และให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านบทสนทนา ซึ่งซุกซ่อนประเด็น ผู้ชายมองผู้หญิงเป็นแค่เพียงวัตถุทางเพศ พวกเขาไม่เชื่อว่าการ์เรตนั้นเป็นกัปตันหญิงที่มีความสามารถจริงๆ เพราะในยุคสมัยสงครามโลกนั้น หน้าที่ของผู้หญิงเป็นได้มากที่สุดคือ “เมีย” และ “นางบำเรอ” ที่ต้องคอยปรนนิบัติสามียามกลับบ้านเท่านั้น

ด้วยความเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมคนการ์เรตจึงต่อปากต่อคำกับเหล่าลูกเรือชายอย่างดุเดือดอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อเธอพบว่าสงครามน้ำลายครั้งนี้เธอไม่อาจจะเอาชนะสังคมแห่งชายเป็นใหญ่ได้เลย เธอจึงเลือกจะสงบศึกด้วยการเงียบและอยู่กับตัวเธอเอง แต่หลังจากสงบได้ไม่นานเธอพบว่ามีตัวประหลาดลักษณะคล้ายกับเกรมลินพยายามจะบุกเข้ามาในตัวเครื่องบินเธอจึงพยายามใช้ปืนที่พกติดตัวมายิงใส่มัน โดยหารู้ไม่ว่านอกจากจะไม่โดนเจ้าตัวประหลาดแล้ว เหล่าลูกเรือชายกลับคลั่งยิ่งกว่าเดิมที่ได้ยินเสียงปืน และพยายามล้วงเอาความจริงจากการ์เรตว่าตกลงเธอเป็นใครกันแน่ เธอเป็นสายลับ ผู้ก่อการร้าย และสิ่งใดกันแน่ที่อยู่ในพัสดุลับนั้น แม้การ์เรตจะพยายามห้ามไม่ให้ลูกเรือเปิดพัสดุนั้นก็ตาม

สถานการณ์ทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายขึ้น เมื่อเครื่องบินข้าศึกเริ่มโจมตีเครื่องบิน การ์เรตจึงใช้ความสามารถในการยิงปืนกำจัดศัตรูจนเครื่องตก แต่ความซวยยังไม่หมดเท่านั้นเมื่อเธอพบว่าพิตที่เธออยู่นั้นเกิดขัดข้องและไม่สามารถทำให้เธอปีนกลับขึ้นไปบนตัวเครื่องได้ หายนะก็เริ่มมาเยือน จากจุดนี้หนังจึงเริ่มเรื่องราวเข้าสู่องก์ที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการระเบิดภูเขาเผากระท่อมและจัดเต็มความบันเทิงในแบบที่ผู้ชมไม่คาดคิดอีกเช่นกัน

สิ่งที่อยู่ในพัสดุได้รับการเปิดเผยว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่อยู่ในนั้นคือลูกของการ์เรตที่เธอต้องหลบหนีขึ้นเครื่องบินมาเพียงเพราะเธอต้องการไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดังนั้นเธอจึงยอมเสี่ยงในทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกของเธอรอดชีวิต ตรงจุดนี้นี่เองที่หนังได้นำเสนอมุมมองของ “พลังหญิง” ผู้เป็นแม่ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในเวอร์ชั่นโคตรระห่ำเพื่อปกป้องคนที่เธอรัก

Shadow in the cloud จึงไม่ได้เป็นแค่เพียงหนังที่ตัวเอกหญิงต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาด แต่เธอยังต้องสู้ในทุกองคาพยพในฐานะที่เธอเกิดมาเป็นผู้หญิงในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอต้องรบกับทัศนคติผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงเป็นได้แค่ช้างเท้าหลังหรือไม่ก็ที่รองรับอารมณ์ของผู้ชาย เธอต้องสู้กับตัวประหลาดที่ต้องการจะเอาชีวิตของเธอและลูกเรือคนอื่น ต้องสู้กับข้าศึกที่จะจู่โจมในทุกเวลา ตัวละครการ์เรตจึงเป็นเหมือนภาพแฟนตาซีที่ผู้กำกับโรเซนเน่ เหลียง ต้องการจะออกแบบมาเพื่อให้ตัวละครนี้เชิดชูผู้หญิงที่เป็นผู้กล้าในยุคสมัยนั้น และทำให้เห็นว่าในฐานะของ “เพศแม่” ก็เป็นได้ทุกอย่างและเป็นมากกว่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเป็นได้ด้วยซ้ำไป