Movie News and Sport News News ปักกิ่งเดือด! สหรัฐฯ คว่ำบาตร จนท.จีนเพิ่มอีก 7 คน เตือนความเสี่ยงทำธุรกิจใน ‘ฮ่องกง’

ปักกิ่งเดือด! สหรัฐฯ คว่ำบาตร จนท.จีนเพิ่มอีก 7 คน เตือนความเสี่ยงทำธุรกิจใน ‘ฮ่องกง’

สำนักงานผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศจีนประจำฮ่องกง ออกคำแถลงประณามสหรัฐฯ กรณีสั่งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีน 7 คน และยังอัปเดตคำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงและข้อพิจารณาในการดำเนินธุรกิจที่ฮ่องกง ซึ่งฝ่ายจีนเห็นว่าเป็นพฤติกรรมข่มเหงรังแกที่ “หยาบคายอย่างยิ่ง” “ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง” และแฝงด้วย “เจตนาอันชั่วร้าย”

ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่บุคลากร 7 คนของสำนักงานผู้ประสานงานจีนประจำฮ่องกง ซึ่งอเมริการะบุว่า มีส่วนพัวพันกับการกดขี่ขบวนการเรียกร้องประธิปไตย ได้แก่ Chen Dong, He Jing, Lu Xinning, Qiu Hong, Tan Tienui, Yang Jianping และ Yin Zonghua โดยทั้งหมดมีตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ ของสำนักงานแห่งนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นความพยายามล่าสุดของวอชิงตันที่จะทำให้ปักกิ่งต้องรับผิดชอบต่อการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมในดินแดนซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษ

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ออกคำแนะนำไปยังภาคธุรกิจอเมริกันเกี่ยวกับความเสี่ยงในการประกอบกิจการหรือดำเนินธุรกิจต่างๆ ในฮ่องกง ภายหลังจากที่จีนนำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่มาใช้เมื่อปีที่แล้ว
โฆษกสำนักงานผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศจีนประจำฮ่องกงได้ออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง โดยชี้ว่า อเมริกากำลังก้าวก่ายกิจการฮ่องกงและกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้ง

“ความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับบรรยากาศทางธุรกิจในฮ่องกงนั้นเป็นแค่เรื่องโกหก แต่ความพยายามของพวกเขาที่จะทำลายความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพของฮ่องกง กัดเซาะความมั่นคงของจีน และขัดขวางการพัฒนาของจีนต่างหากคือเรื่องจริง” โฆษกจีน ระบุ

เจ้าหน้าที่จีนผู้นี้ยังบอกด้วยว่า กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ช่วยส่งเสริมสถานะของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจระดับนานาชาติ ส่วนคำสั่งคว่ำบาตร รวมถึงมาตรการกดดันต่างๆ ของสหรัฐฯ ก็ไม่ต่างอะไรกับ “เศษกระดาษ” ที่ไม่อาจยับยั้งการเติบโตของจีนได้

ด้านโฆษกรัฐบาลฮ่องกงได้ออกมาวิจารณ์วอชิงตันที่ยังคงพยายามโจมตีกฎหมายความมั่นคงจีนไม่เลิกรา

“ความพยายามล่าสุดของสหรัฐฯ ในการออกสิ่งที่เรียกว่า ‘คำแนะนำ’ นั้นมีที่มาจากความหวาดระแวงที่ไม่มีมูลและน่าขำเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง และเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความหน้าไหว้หลังหลอก และการใช้ 2 มาตรฐาน”